จากประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการเพลงไทย รวบรวมเทคนิคการเขียนเพลงจริงๆ ที่ใช้มาตลอด ไม่ว่าจะเพลงในวง หรืองาน Solo Project เปิดเผยกันหมดใน 12 ข้อนี้
เขียนเพลงไปทำไม? เริ่มที่ข้อนี้เป็นอันดับแรกเลยครับ มีหลายเหตุผลทีเดียวที่เราต้องการจะเขียนเพลง เช่น เขียนเพลงเพราะอยากเป็นนักร้อง, เขียนเพลงเพราะอยากเป็นนักแต่งเพลง, เขียนเพลงเพราะมีวงดนตรีแล้วเพื่อนในวงมันโยนหน้าที่ตรงนี้มาให้ทำ!, เขียนเพลงเพราะอยากดัง, เขียนเพลงให้แฟน, เขียนเพลงด่าคนอื่น หรือจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนเป็นอันดับแรก เพราะผลที่ตามมาก็คือ เราจะรู้ทันทีว่า "เขียนเพลงแล้วมันจะได้อะไร?"
เขียนเพลงแล้วได้เป็นกลอน (ไปซะงั้น), เขียนเพลงแล้วได้ขยะวรรณกรรม???, เขียนเพลงแล้วได้เรียงความ จะอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เขียนเพลงให้ได้เป็น "เพลง" ครับ ถ้าตอบคำถามข้อนี้ให้กับตัวเองได้แล้ว เราไปต่อกันที่ข้อสองเลยครับ
ถ้าเขียนเพลงให้ตัวเองร้อง ในความคิดผม ผมว่าเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด เพราะใครล่ะจะมารู้ใจและความต้องการมากไปกว่าตัวเรา เราจะรู้ทันทีว่าคำไหนเขียนออกมาแล้ว ชอบ ไม่ชอบ ใช่ ไม่ใช่ คำร้องแต่ละคำเข้าปากหรือเปล่า ฟังแล้วทะแม่งๆ ไหม
แต่ที่สำคัญไปกว่าก็คือ เขียนเพลงให้ตัวเองแล้วต้องให้คนอื่นๆ หรือเพื่อนร่วมวงชอบด้วยครับ ไม่ใช่ว่า "กูชอบแล้วมึงต้องเอาตามนี้นะ ห้ามเปลี่ยนเนื้อเพลงกู" แบบนี้ก็ทำไปคนเดียวเหอะ
เขียนเพลงให้คนอื่นร้อง มีข้อแม้เกิดขึ้นมากมาย เช่น ลักษณะนิสัยของคนร้อง, การแต่งตัว, Life Style, ประสบการณ์ชีวิต, คำพูดติดปาก, สังคมที่คนๆ นั้นใช้ชีวิตอยู่ เราสามารถจับจุดสำคัญเหล่านั้นออกมาเขียนเป็นเพลง เพื่อให้ตรงกับความเป็นตัวตนของนักร้องให้มากที่สุด เพราะไม่มีใครอยากร้องเพลงที่ร้องยังไงก็ไม่ใช่ตัวกู
ตัวอย่างจริง — เพลง "เทียน" ประกอบภาพยนตร์ "องค์บาก 3"
พวกเรากล้วยไทยได้รับเกียรติจาก น้าหงา คาราวาน (สุรชัย จันทิมาธร) มาร่วมร้องกับผม ผมทำการบ้านโดยการหาเพลงของน้าหงา คาราวาน มาฟังหลายสิบเพลง เพื่อซึมซับเอาความรู้สึกและภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของน้าหงามาไว้ให้มากที่สุด จนตกผลึกว่า ท่อนที่น้าหงาร้องต้องเป็นท่อนเพลงของคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ สามารถพูดออกมาเป็นปรัชญาแล้วคนเชื่อถือได้
"ทุกคนไม่ต่าง แค่แสงเทียนส่องทาง มีวันที่มืดมนดับลงไป แต่ตราบชีวิตยังมีจุดหมาย ยังไม่ตาย"
"แสงไฟดวงนิดเดียวในจักรวาล ก่อกำเนิดให้ชีวิตเป็นพันล้าน ไฟศรัทธาในใจนั้น จะเปลี่ยนเปลวเทียนแห่งความฝัน ให้กลายเป็นตะวันที่ยิ่งใหญ่"
"ฟ้ารำไร ดับแสงตะวัน ไรเงาจันทร์ พร่างพราย โหมแรงไฟ ส่องแสงนำทาง สู่โพ้นดวงดาวแดนไกล"
อาจจะไม่ยากเท่าคำถามที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน? เพราะคำตอบในข้อนี้ก็คือ อะไรเกิดขึ้นก่อนก็สามารถทำให้มันเป็นเพลงขึ้นมาได้ทั้งนั้น มี 4 แนวทางหลัก:
1. เนื้อร้องก่อน: เขียนเป็นกลอนหรือบทความ แล้วต่อมาก็ฮัมเป็นทำนองเพลงที่หลัง ปรับเปลี่ยน ตัดต่อคำเพิ่มเติมจนสำเร็จออกมาเป็นเพลง วิธีนี้ในอัลบั้มที่ 4 ของกล้วยไทยก็ใช้วิธีนี้ ผมจะเขียนเรื่องราวขึ้นมาสักกลุ่มประโยคหนึ่ง แล้วส่งให้คุณหนึ่ง (มือกลอง) อ่านเพื่อจินตนาการออกมาเป็นดนตรี
2. ทำนองก่อน: อ่านหนังสือหรือทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่ อาจจะฮัมเสียงเป็นทำนองเพลงขึ้นมาได้ท่อนหนึ่ง แล้วจำหรืออัดเสียงเอาไว้ ค่อยมาหาเนื้อเพลงใส่เข้าไปให้ลงกับทำนองนั้น
3. ร้องออกมาเลย: ทั้งเนื้อร้องและทำนอง มั่วๆ ออกมากลายเป็นเพลงใหม่ขึ้นมาซะงั้น แล้วค่อยมาขัดเกลา ปรับเปลี่ยนอีกที
4. ดนตรีก่อน: ทำดนตรีขึ้นมาก่อน แล้วค่อยมาร้องมั่วๆ ออกมาเป็นทำนอง หลังจากนั้นก็ให้คนที่เขียนเนื้อร้องได้ไปจัดการหาคำมาจัดสรรลงไปในทำนองนั้น วิธีนี้เป็นแบบที่วงกล้วยไทยทำกันมาในสองอัลบั้มแรก
ความถนัดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เอาเป็นว่าถนัดแบบไหนก็ทำตามนั้นเลยครับ มันไม่มีแบบแผนหรอกว่าอะไรต้องมาก่อนกัน
คำหรือประโยคที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงมีมากมาย ส่วนมากจะได้มาจากการ ฟัง / พูด / อ่าน / เขียน ของมนุษย์เรานี่เอง ในเทคนิคการเขียนเพลงของผม ผมขอแยกออกเป็นสองแบบ คือ "วัตถุดิบ" กับ "วัตถุสุก"
วัตถุดิบ
จะมาในรูปของหนังสือพิมพ์, นิตยสาร, ภาพยนตร์, ตัวหนังสือจากที่ไหนก็แล้วแต่ ป้ายโฆษณาข้างทางก็ยังเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลงได้ครับ ถ้ามันเป็นคำหรือประโยคที่น่าสนใจ เสียงนกเสียงกา เสียงสัตว์ หรือเสียงด่ากันที่หน้าปากซอยก็อาจจะมีคำแปลกๆ เอามาเขียนเพลงได้นะ
เพลง "สถานีต่อไป" ใน Eskimo Project มาจากการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน / เพลง แทร็คที่ 9 ในอัลบั้มแรกของกล้วยไทย มาจากใบเซียมซี
วัตถุสุก
จริงๆ คำนี้ไม่มีบัญญัติในพจนานุกรมไหนทั้งนั้น เป็นคำที่ผมทะลึ่งเรียกเอง มันคือพวกเพลงต่างๆ บนโลกใบนี้ที่ถูกเขียนเอาไว้เป็นเพลงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในภาษาไทย เขมร ลาว ญวน ฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน ถ้าเรารู้จักนำมาปรุงแต่ง มาประยุกต์หรือมองต่างมุมกับของที่เขามีกันอยู่แล้ว วัตถุสุกพวกนี้ก็อาจจะกลายเป็นอาหารอันโอชะของเราได้ง่ายๆ แต่ไม่ใช่ยกของเขามาทั้งดุ้นทั้งเพลงจนน่าเกลียดนะครับ
ตัวอย่าง — เพลง "ปรากฏการณ์ผีเสื้อ" อัลบั้ม "สิบสองสัตว์" รางวัลเพลงร็อคยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ ครั้งที่ 22
วัตถุดิบมาจากหนังสือวิทยาศาสตร์ที่บอกว่ายังไม่มีดาวดวงไหนในจักรวาลที่มีออกซิเจนให้มนุษย์หายใจ จนเป็นที่มาของ Hook:
"ดินแดนของผู้ทำลาย สุดท้ายเหมือนฆ่าตัวตาย เพราะโลกคือดาวดวงเดียวที่ยอมให้หายใจ"
ส่วนวัตถุสุก มาจากประโยคของพี่ๆ วงเฉลียงที่ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ซึ่งเป็นประโยคที่โดดเด่นและไม่ได้ยินในเพลงมากว่าสิบปี จนเป็นท่อนจบ:
"แค่ดอกไม้ เด็ดก็สะเทือนไปจนถึงดวงดาว จักรวาลมีกี่ล้านดวงดาว ก็แล้วยังไง มีดวงไหนที่เหมือนโลกเรา"
สำหรับคนที่คิดว่าเพลงคุณเจ๋งอยู่แล้วจะตั้งชื่ออะไรก็ต้องดังแน่นอน เคล็ดลับข้อนี้ก็ไม่มีค่าอะไรสำหรับคุณเลยครับ หลายเพลงที่ผมคิดชื่อเพลงกันหัวแทบแตกอย่าง เพลงรักระดับโลก, เสกเพลงเข้าหัว, วาระเอาคืน, ระบำแห่งความตาย, การเดินทางของหิ่งห้อย, หนึ่ง...อนันตกาล, ชลาลัย
ชื่อเพลงเหล่านี้ กับชื่อเพลงอย่าง รักเธอ, คิดถึง, เธอคนเดียว คุณคิดว่าอันไหนสะดุดหูคนฟัง (อ่าน) ได้มากกว่ากัน?
ต้องยอมรับว่า เพลงที่เพราะ ติดหู บางครั้งยังไม่ได้รู้ชื่อเพลง แค่เพียงได้ยิน คุณก็ชอบเพลงเหล่านั้นได้แล้ว แต่ถ้ามากกว่านั้นล่ะ? ถ้ามันทั้งเพราะ ถูกใจ และพอรู้ชื่อเพลงแล้วสะดุดหู สะดุดตาทันที คุณก็จะยิ่งจดจำเพลงเหล่านั้นได้มากกว่าหรือเปล่า?
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นชื่อเพลง ระบำแห่งความตาย อาจทำให้เกิดความอยากรู้ไปถึงเนื้อหาทั้งหมดของเพลงมากขึ้น ทั้งๆ ที่จริงแล้ว มันมีเนื้อหาหลักธรรมดาๆ ที่อาจจะเขียนออกมาด้วยชื่อเพลงง่ายๆ ว่า "เธอหักอกฉัน" ก็ได้ หรืออย่างเพลง หนึ่ง...อนันตกาล ผมอาจจะตั้งชื่อว่า รักเธอคนเดียวตลอดไป ก็คงไม่มีใครว่า แต่สำหรับผม มันง่ายไป มันไม่ท้าทายสำหรับผมครับ
ผมชอบดูหนังครับ ในความรู้สึกของผมก็คือ หนังกับเพลงมีอะไรใกล้เคียงหรือเหมือนกันพอสมควร หนังเรื่องหนึ่ง ไม่ต่างจากเพลงๆ หนึ่ง ที่บางทีเริ่มด้วยการปูเรื่อง (A) ขมวดปม (B) และปล่อยหมัดเด็ดตรง Hook ก็คือจุดไคลแมกซ์ของเพลงนั่นเอง
ประเภทหนัง = ประเภทเพลง
หนังบางเรื่อง...สุขเศร้า เคล้าน้ำตา ผ้าเช็ดหน้าเป็นอุปกรณ์ประกอบการดู
หนังบางเรื่อง...ขบขันเป็นบ้า ฮาจนเกือบตกเก้าอี้
หนังบางเรื่อง...บู๊ล้างผลาญ ลุ้นสุดมันส์ จนเยี่ยวเหนียวกันไปข้าง
โครงสร้างการเล่าเรื่อง
หนังบางเรื่อง...ปูเรื่อง เล่าเรื่อง ขมวดปม และส่งท้ายด้วยการไปสู่จุดไคลแมกซ์
หนังบางเรื่อง...เปิดเรื่องมาด้วยฉากจบ ก่อนจะวกกลับมาเล่าเรื่องราวก่อนหน้า
หนังบางเรื่อง...ดูแล้วงง จับต้นชนปลายไม่ถูก
ลองจับเอาหนังมาทำเพลง แล้ววันต่อมาก็ลองทำเพลงออกมาประกอบหนังบางที อาจเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะครับ
ประเด็นข้อนี้ต่อเนื่องมาจากหนังกับเพลง มันไม่ใช่แบบแผน ไม่ใช่ความเชื่อ แต่มันเป็นความคุ้นชิน มาตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาแล้วได้ฟังเพลงต่างๆ บนโลกใบนี้ กว่า 90% มีฉันทลักษณ์ไปในแนวทางเดียวกัน
Verse A1 — เล่าเรื่องขึ้นมาก่อน เหมือนบทเล่าที่ไปที่มาของเพลง
Pre-Chorus B — เรื่องราวที่จะส่งผลไปให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาใน Hook
Hook / Chorus — จุดไคลแมกซ์ของเพลง
ตัวอย่างเพลงรักดาดๆ:
A: เรารักกันมานานแล้ว เธอกับฉันเรามีกันสองคน (เกริ่นนำ)
B: แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีเขาคนนั้นเข้ามาทำให้ใจเธอเปลี่ยน (เหตุ)
Hook: สุดท้ายคนที่เจ็บก็คือฉัน ฉันคือคนที่ต้องไป ยอมหลีกทาง (ผล)
อาจจะมีท่อน A2 ตามมาขยายความหรือสรุปเรื่องราวอีกทีว่า "แต่ไม่เป็นไร เพราะรักเธอ ฉันจึงยอม" หรือหักมุมว่า "แต่จำเอาไว้ สักวันกูจะมาทวงคืน" ก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ
ถ้าจะแต่งเพลงให้คนทั่วไปฟัง ก็เดินตามที่เขาทำๆ กันมาแล้วประสบความสำเร็จ แบบพื้นๆ เหมือน 90% ที่เขาทำกันมาก็ทำไปเหอะ เพราะหลายครั้งที่ผมลองทำอะไรที่มันแหวก หรือแหกกฎเกณฑ์พวกนี้ไป ผลลัพธ์ที่ได้มามันไม่ค่อยโลดโผนสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณอยากแหกความเป็นมนุษย์บ้างในบางอารมณ์ มันก็ไม่ผิดหลักการอะไร
เราคงจะตัดสินกันลำบากว่าเพลงไหนบ้างที่เข้าข่าย "เนื้อเพลงที่ดี" เพราะบรรทัดฐานและความชอบของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จาก "เพลงที่ดัง" ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองได้ก็คือ มันแต่งได้ไงวะ? เนื้อเพลงมันโดนจริงๆ
ไอ้คำว่า "เนื้อเพลงโดน" นี่ อาจจะมาจาก คำแปลกๆ หรือประโยคแทงใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่พอมันได้ตกมากระแทกหูครั้งแรก แล้วทำให้เราจำมันได้ทันที อาจจะฟัง (บางคำหรือทั้งเพลง) แล้ว "ฮา" ฟังแล้ว "แรง" ฟังแล้ว "ติ๊งต๊อง"
"ถ้าใครมาถามผมว่าเนื้อเพลงที่ดีควรเป็นยังไง ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับ"
บางครั้งผมเขียนเพลงแล้วรู้สึกตัน หรือนึกคำไม่ออก ตัวช่วยที่เป็นวัตถุดิบและสุกก็ใช้ไปหมดแล้วก็ยังไม่โดนใจ ก็ได้เพื่อนในวงและคนรอบข้างนี่แหละครับ ช่วยกันขัดเกลา หรือให้คำแนะนำจนออกมาเป็นเพลงแต่ละเพลง
อย่าดื้อจนไม่ฟังคนอื่น คิดว่าตัวเองเก่งหรือถูกต้องอยู่คนเดียว คนเราไม่ได้รู้ไปหมดเสียทุกอย่างฉันใด การเขียนเพลงก็ยังต้องการแรงบันดาลใจจากคนรอบตัวฉันนั้น
อย่างเพลงของวงกล้วยไทยทุกเพลง หลังเขียนเสร็จ ผมจะให้ทั้งวงตรวจคำทุกคำกันเลยทีเดียว ใครไม่ชอบคำไหน เพราะอะไรก็ให้เหตุผลมา เสร็จแล้วใช้วิธีโหวตกันครับ วงกล้วยไทย (เคย) มี 5 คน ถ้าคำไหนที่ได้คะแนนเสียง 3 ใน 5 นั่นแปลว่าเอาคำนั้น เป็นแบบนี้จริงๆ ครับ
หรืออย่างในอัลบั้ม Eskimo Project ที่เป็น Side Project ของผมเอง ก็มีคำที่ต้องแปลไทยเป็นไทยอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ไม่ใช่พระเจ้า, ชลาลัย, เด็กหญิงน้ำตา และเพลงที่ผมแต่งให้กับวง Sound of Desolate อย่างเพลง เรียนท่านสุภาพสตรีที่ฉันรัก ก็มาจากประโยคที่ว่า "เรียนท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี" นั่นเองครับ
หนึ่ง...อนันตกาล ไม่ได้เป็นคำๆ เดียวกันครับ ผมเอามารวมกันเพื่อสรุปเรื่องราวในเพลงทั้งหมด, เสกเพลงเข้าหัว มีที่มาจาก เสกตะปูเข้าท้องครับ เราเอามาเล่นคำกันใหม่
หนึ่ง...อนันตกาล — รวมสองคำเข้าด้วยกันเพื่อสรุปเรื่องราวในเพลงทั้งหมด
เสกเพลงเข้าหัว — เล่นคำจาก "เสกตะปูเข้าท้อง"
สุด...กาล...กลาย... — คำสนธิใหม่ที่ผมตั้งเอง แปลว่า "จนสุดกาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไป"
แม้แต่เนื้อบางเพลงอย่าง กำเนิดหนุมาน หรือ เพลงรักระดับโลก ยังมีภาษาบาลีหรือคำแปล บทสวดต่างๆ มาอยู่ในเพลงได้เลย
ถ้าจะถามว่า ผมมั่วคำเหล่านี้ขึ้นมาเอง มันไม่ผิดรูปแบบภาษาไทยหรือ? อ้าว... ก็ทีวัยรุ่นยังมีศัพท์แสง คำแสลงใหม่ๆ ออกมามากมาย บางคำได้รับความนิยมจนต้องบรรจุลงในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานด้วยซ้ำไป ลองดูครับ ผมว่ามันสนุกดี
ผมเป็นคนเขียนเพลงที่โรคจิตพอสมควร และโรคจิตขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังๆ ขนาดที่ว่าจะแต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่งต้องไป Search หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า ชื่อเพลงนี้มีคนใช้ไปหรือยัง เนื้อหาแบบนี้ มีคนใช้กับใครหรือเปล่า ขนาดนั้นเลยทีเดียว
เพราะอะไรล่ะ? เพราะถ้าเสนออะไรที่ซ้ำกับคนอื่น แล้วเรามาทีหลังเค้า หน้าซ้ำยังทำไม่ได้ดีไปกว่าของเดิมที่เค้ามีอยู่แล้ว ต่อให้เพลงๆ นั้นเพราะแค่ไหน ก็อาจจะเกิดยากขึ้นเท่าตัวครับ แต่ถึงเราจะคิดว่าเราแต่งออกมาดีกว่าก็ตาม ถ้าเป็นผม ผมก็ไม่อยากทำซ้ำกับใครอยู่ดี
หรือลองตั้งโจทย์ใหม่ๆ ขึ้นมาเอง เพื่อความท้าทาย เช่น ผมอยากแต่งเพลงบอกรักแต่ต้องไม่มีคำว่ารักอยู่ในเพลงสักคำ เออ... มันก็น่าลองดู
จนออกมาเป็นเพลง "ละไว้ในฐานที่เข้าใจ" ในอัลบั้ม Eskimo Project ของผมเองครับ
เคล็ดลับจากอาจารย์ทั้งสองของผมโดยตรงเลยครับ (อาจารย์ชนะ เสวิกุล กับอาจารย์อาทิตย์ สาระจูฑะ) ท่านทั้งสองเคยบอกกับผมหลังจากที่ผมเอาเนื้อเพลงไปส่งว่า ชอบหรือยัง ถ้ายังไม่ชอบ ก็แปลว่ายังไม่ใช่
"ชอบหรือยัง ถ้ายังไม่ชอบ ก็แปลว่ายังไม่ใช่"
— อาจารย์ชนะ เสวิกุล และอาจารย์อาทิตย์ สาระจูฑะ
คิดเล่นๆ ก็คือ ถ้าเราแต่ง แล้วคิดว่ามันยังไม่ดีที่สุด ถ้ามีเวลาก็แก้ อย่าเพิ่งให้คนอื่นดู เอาให้ตัวเราเองชอบก่อน ถ้าเราพอใจแล้วค่อยส่งต่อให้เพื่อนร่วมงานช่วยกันออกความเห็นอีกแรง
คิดเล่นๆ อีกรอบก็คือ ถ้าตัวเราเองยังไม่ชอบมัน แล้วจะมีคนชอบเหรอวะ? (อาจจะมีข้อยกเว้น แต่เปอร์เซ็นต์น้อยกว่าแน่นอนครับ)
จริงๆ มีเคล็ดลับอีกมากมาย ที่สาธยายได้เป็นเล่มๆ เลยก็ว่าได้ แต่มันเป็นเศษรายละเอียดย่อยๆ จาก 12 ข้อที่เกริ่นมานี่แหละครับ ถ้าลองอ่านและทำตามดู แม้จะไม่ได้ทำให้คุณเขียนเพลงดังๆ ออกมาได้ในเวลาที่รวดเร็วขึ้น แต่ผมว่าคุณอาจจะได้ไอเดียอะไรบางอย่าง มากกว่าการก้มหน้าก้มตาแต่งอยู่คนเดียว โดยไม่เปิดใจรับฟังเทคนิคหรือวิธีการจากคนอื่นบ้าง ขอให้โชคดี สมองใสในการแต่งเพลงกันทุกคนนะ...พะยะค่ะ
— เอส กล้วยไทย